รายงานประเมินโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัตศาสตร์ท้องถิ่น

 

รายงานโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นเล่มนี้ เป็นโครงการสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาระประวัติศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศา

 

บทที่ 1

สาระสำคัญของโครงการ

1.ความเป็นมาและความสำคัญ

          การศึกษานับเป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนามนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าและเป็นรากฐานสำคัญ ของการพัฒนาประเทศในปัจจุบันการจัดการศึกษาของประเทศไทยได้มุ่งเน้นให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆตามสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงจากประสบการณ์ของตนเอง โดยผสมผสานความรู้ต่าง ๆ อย่างสมดุล ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายทางการศึกษาได้กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาไว้ ในหมวด 4แนวการจัดการศึกษา มาตรา 23 และ 24 ซึ่งมีสาระสำคัญ พอสรุปได้ว่า การศึกษาในระดับต่าง ๆโดยมุ่งเน้นในเรื่องของ ความรู้ คุณธรรมกระบวนการเรียนรู้ และ บูรณาการความรู้ต่าง ๆตามความเหมาะสม รวมทั้งจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยผสมผสานสาระความรู้ในด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนและสมดุลกัน (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542, หน้า 12-13)นอกจากนี้แนวการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ก็ได้กำหนดให้ผู้สอนจัดการเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนโดยเน้นการเรียนรู้ตรงจากประสบการณ์จริงที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อมทั้งยังมุ่งเน้นการเรียนรู้ในลักษณะ ของการบูรณาการสาระความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนแบบองค์รวม และสามารถนำความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้น ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ (กรมวิชาการ, 2544 หน้า 21 – 22)และเมื่อพิจารณาจากแนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542และ แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ดังกล่าวแล้วจะพบว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องและเหมาะสมสำหรับผู้เรียนมากที่สุดอีกวิธีหนึ่ง ก็คือการจัดทัศนศึกษาในรูปแบบของวิธีการทางประวัติศาสตร์

2.  หลักการและเหตุผล

          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 24 (2) การจัดการศึกษาเพื่อฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่ทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่เป็นสภาพจริง จะก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ตกผลึกไม่เลือนลืม มีความภาคภูมิใจหวงแหน ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งที่ดีงามในท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น มาตรฐานการเรียนรู้สาระประวัติศาสตร์ ส.4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ  อย่างเป็นระบบ จึงได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นขึ้น

3.  วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ

          3.1  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดเรียนรู้จากสถานที่จริง

          3.2  เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักการทำงานและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

          3.3  เพื่อให้ผู้เรียนมีความภูมิใจและช่วยอนุรักษ์สิ่งที่ดีงามในท้องถิ่น

4.  ประชากรกลุ่มเป้าหมาย    นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 โรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์

5.  สาระสำคัญของกิจกรรม

            5.1.  ออกแบบการจัดกิจกรรมารเรียนรู้แบบ back word design

            5.2  จัดทำโครงการ ศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น

            5.3  เขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

            5.4  จัดกิจกรรมเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้

            5.5  กำหนดสื่อการเรียนรู้

            5.6  ออกสำรวจแหล่งเรียนรู้

              5.7 ออกศึกษาแหล่งเรียนรู้

             5.8 ประเมินผลระหว่างกิจกรรมและหลัง

             5.9สรุปผล

6.ผลที่คาดว่าจะได้รับ

            6.1 ร้อยละ  80  ของนักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

            6.2 ร้อยละ 80 ของนักเรียนมีทักษะแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะ

            6.3 ร้อยละ 80 ของนักเรียนมีทักษะการทำงานระบบกลุ่ม

            6.4 ร้อยละ 80 ของนักเรียนมีความร่วมรับผิดชอบอนุรักษ์หวงแหนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าในท้องถิ่น


 

 

บทที่ 2

รายละเอียดของโครงการและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

 

1 ความเป็นมาของโครงการ

          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 24 (2) การจัดการศึกษาเพื่อฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่ทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่เป็นสภาพจริง จะก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ตกผลึกไม่เลือนลืม มีความภาคภูมิใจหวงแหน ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งที่ดีงามในท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น มาตรฐานการเรียนรู้สาระประวัติศาสตร์ ส.4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ  อย่างเป็นระบบ จึงได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นขึ้น

2.การสอนโดยวิธีการทางประวัติศาสตร์

 

          การสอนโดยวิธีการทางประวัติศาสตร์มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของวิธีการทางประวัติศาสตร์ไว้หลายแนวคิด  ดังนี้

วิธีการสอนาทางประวัติศาสตร์เป็นผลงานจากการวิจัยเอกสารและหลักฐานประกอบ

อื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างเป็นระบบการตั้งข้อสมมุติซานเชิงวิทยาศาสตร์และการตีความหลักฐานภวิสัย (กรมวิชาการ, 2543) ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายการสอนโดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ดังนี้

กรมวิชาการ( 2546) กล่าวว่าวิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง กระบวนการ

แสวงหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ซึ่งจากการวิจัยเอกสารและหลักฐานประกอบอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผลและการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆอย่างเป็นระบบ

          ทุติยาภรณ์ ภูมิดอนมึง (2551) กล่าวว่าวิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง การ

แสวงหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องราวในอดีตได้ศึกษาด้วยความถูกต้องและเข้าใจมากที่สุด

          เรณู ภัยนันท์ (2536,อ้างถึงในอัจฉราพร ตันบรรจง, 2546) กล่าวว่าวิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง กระบวนการศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์โดยยึดหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติที่ผู้ศึกษาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อย่างถูกต้องตามข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์

 

3. ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์

กรมวิชาการ (2546) ได้กล่าวถึงวิธีการทางประวัติศาสตร์ ว่ามีลำดับขั้นตอน

ดังนี้

1. การกำหนดเป้าหมายหรือประเด็นคำถามที่ต้องการศึกษา แสวงหาคำตอบ

(ศึกษาอะไร ช่วงเวลาไหน สมัยใดและเพราะเหตุใด)

2. การค้นหาและรวบรวมหลักฐานประเภทต่างๆ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและ

ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งได้แก่ วัตถุโบราณร่องรอยถิ่นที่อยู่อาศัยหรือการดำเนินชีวิต

3. การวิเคราะห์หลักฐาน (การตรวจสอบหลักฐาน การประเมินความน่าเชื่อถือ

การประเมินคุณค่าของหลักฐาน) และการตีความอย่างเป็นเหตุเป็นผลมีความเป็นกลางและปราศจากอคติ

4. การสรุปข้อเท็จจริงเพื่อตอบคำถามด้วยการเลือกสรรข้อเท็จจริงจากหลักฐาน

อย่างเคร่งครัดโดยไม่ใช่ค่านิยมไปตัดสินพฤติกรรมของคนในอดีตโดยพยายามเข้าใจความคิดของคนในยุคนั้นหรือนำตัวเข้าไปอยู่ในยุคสมัยที่ตนศึกษา

5. การนำเสนอเรื่องที่ศึกษาและอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผล โดยใช้ภาษาที่เข้าใจ

ง่ายมีความต่อเนื่องและน่าสนใจตลอดจนมีการอ้างอิงข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้งานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าและมีความหมาย

 

4.วิธีสอนโดยการไปทัศนศึกษา(Field Trip)

                            

          การจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เรียกว่า การทัศนศึกษา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การจัดกิจกรรมนอกสถานที่ จัดเป็นวิธีการสอนประเภทกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เป็นกระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ ผ่านการเดินทางไปศึกษาหาความรู้นอกโรงเรียน เป็นวิธีการสอนที่ครูผู้สอนจะต้องนำผู้เรียนออกไปศึกษา แสวงหาความรู้ ประสบการณ์ต่างๆ ผ่านประสบการณ์จริง ประจักษ์ด้วยตาตนเอง และได้รับความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ณ สถานที่จริง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความรู้ในห้องเรียนมาบูรณาการกับท้องถิ่นและชุมชน เสริมสร้างการรู้จักความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อชุมชน อันนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ดียิ่งขึ้น

          นอกจากนี้การจัดทัศนศึกษา ยังช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน เร้าอารมณ์ผู้เรียนเป็นอย่างมาก เป็นวิธีสอนที่เชื่อมโยงความรู้ที่เป็นวิชาการเข้ากับสภาพความเป็นจริง ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรง และสามารถจดจำการเรียนรู้นั้นได้อย่างยาวนาน

ผลจากการศึกษาของโอลก สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และทัศนคติที่ดีต่อ

นิเวศวิทยาของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุม

5. ความหมายของการไปทัศนศึกษา

          ศิริวรรณ ศรีพหล (2525 ; อ้างถึงใน สมสิทธิ์ จิตรสถาพร, 2545) ได้ให้ความหมาย การไปทัศนศึกษาและดูงานนอกสถานที่ว่าหมายถึง การศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สัมผัสสภาพอันแท้จริงของสิ่งที่ได้ศึกษาไปแล้ว หรือกำลังศึกษาอยู่ วิธีการสอนนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมความเข้าใจในหลักการ ทฤษฎี เนื้อหาสาระที่ได้เรียนในชั้นเรียนก่อนไปศึกษานอกสถานที่  การศึกษาและดูงานนอกสถานที่จึงเป็นการไปดูหรือศึกษาในสิ่งที่น่าสนใจ

          วรลักษณ์ รัตติกาลชลาการ (2525; อ้างถึงใน สมสิทธิ์ จิตรสถาพร, 2545) ได้ให้ความหมายการไปทัศนศึกษาและดูงานนอกสถานที่ ว่าหมายถึงการพาผู้เรียนไปศึกษานอกสถานที่ที่เรียน เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียน เป็นการนำชุมชนกับโรงเรียนเข้ามาเกี่ยวข้องกันโดยใช้แหล่งวัสดุจริงที่ผู้เรียนกับผู้สอนสามารถศึกษาและก่อให้เกิดการเรียนรู้ และประสบการณ์ที่เป็นจริงได้มาก

          ทิศนา  แขมมณี (2551) ได้ให้ความหมายของการไปทัศนศึกษา ว่าหมายถึงกระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด  โดยผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันวางแผนและเดินทางไปศึกษาเรียนรู้ ณ สถานที่อันเป็นแหล่งความรู้ในเรื่องนั้น(ซึ่งอยู่นอกสถานที่ที่เรียนกันอยู่ตามปกติ) โดยมีการศึกษาตามกระบวนการหรือวิธีการที่ได้วางแผนไว้และมีการอภิปรายสรุปผลการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้ศึกษามา

           

          จากความหมายดังกล่าว จึงพอที่จะสรุปได้ว่า การไปทัศนศึกษาหรือดูงานนอกสถานที่ (Field Trip) (ซึ่งอาจจะมีผู้ใช้คำอื่น ๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน ได้แก่ Educational Field Trip, Educational Excursion, School Excursion, School Journey, Study Trip, Study Tour และ Visit Study Tour เป็นต้น)  ทัศนะ แปลว่า ความเห็น การเห็น สิ่งที่เห็น  ศึกษา  เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต ถ้าเป็นภาษาบาลี เรียกว่า สิกขา สิกขาหรือการศึกษา แปลว่า การฝึกฝนพัฒนาฉะนั้น ทัศนะศึกษาคือ การศึกษาโดยการดู ได้ยินและได้สัมผัสจากประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนปกติของผู้เรียน  อันก่อให้เกิดความเข้าใจและจดจำสิ่งที่ได้พบเห็นในเวลาอันรวดเร็วและเป็นเวลานาน

6. หลักการในการจัดทัศนศึกษา

  1. มีการจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เห็นประจักษ์ด้วยตาของตนเอง
  2. มีการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับการเรียนรู้ใหม่ นำไปสู่การปรับใช้ในการ

ดำรงชีวิตในสังคม

  1. มีการเสริมสร้างและพัฒนาทักษะของผู้เรียนในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ทักษะ

ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การตรงต่อเวลา ความมีระเบียบวินัย การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ความมีมนุษยสัมพันธ์ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และกาลเทศะ การรู้จักสังเกต และทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น

  1. มีการเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์อันกว้างไกล และมีความรู้สึกสนุกสนาน

ในการเรียนรู้

7.วัตถุประสงค์ของวิธีสอนโดยการไปทัศนศึกษา

ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงในเรื่องที่กำลังศึกษา โดยได้เรียนรู้ตามสภาพ ความเป็นจริง หรือได้เห็นของจริง และยังเป็นการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และเกิดความเข้าใจ ประกอบกับเกิดเจตคติและจิตสำนึกอันดีอย่างเห็นคุณค่าต่อสถานที่ที่ได้ไปศึกษา

 

8. ประเภทของการสอนโดยไปทัศนศึกษา

              ประเภทของการสอนโดยไปทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่สามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ เช่น

          1.  แบ่งตามวัตถุประสงค์

              1.1  การศึกษาภายในบริเวณโรงเรียนหรือใกล้สถานศึกษา การศึกษาลักษณะนี้อาจจะใช้เวลาในชั่วโมงที่กำลังเรียน หรือนอกชั่วโมงก็ได้

              1.2  การศึกษาภายในชุมชนใกล้เคียง  สามารถช่วยขยายโลกทัศน์ของนักเรียนให้กว้างยิ่งขึ้น  การศึกษาลักษณะนี้เป็นการศึกษานอกสถานที่ที่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก

              1.3  การไปทัศนาจร หรือการท่องเที่ยว  การศึกษานอกสถานที่แบบนี้ต้องใช้เวลามากขึ้น อาจจะเป็นเวลาหลายวัน ต้องใช้การวางแผนในการเดินทางมากขึ้น

              1.4  การศึกษานอกสถานที่ในจินตนาการ  การศึกษานอกสถานที่แบบนี้มุ่งเน้นเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้  เป็นการศึกษานอกสถานที่ที่ต้องมีการศึกษาหาความรู้อย่างจริงจังในเรื่องหรือขอบข่ายที่กำหนด  มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องราวที่ได้ไปศึกษา และมีการรายงานผล เป็นต้น

              1.5  การเยี่ยมเยียนระหว่างโรงเรียน

                   -  การเยี่ยมเยียนระหว่างกลุ่มเฉพาะ เช่น ระหว่างชมรมต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ ข้อคิดเห็น   การดำเนินการต่าง ๆ เป็นต้น

      -  การเยี่ยมเยียนระหว่างกลุ่มที่ไม่เฉพาะเจาะจง  เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความ

คิดเห็นทั่วๆ ไป หรือเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีเท่านั้น

              1.6  การศึกษานอกสถานที่เป็นรายบุคคล  เพื่อเก็บข้อมูลตามที่ได้รับมอบหมายจากครู อาจารย์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน เช่น ข้อมูลทางชีววิทยา ธรรมชาติศึกษา  โบราณคดี มนุษยวิทยา เป็นต้น

              1.7  การศึกษานอกสถานที่ในต่างประเทศ  การศึกษานอกสถานที่แบบนี้กำลังได้รับความนิยม แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและค่อนข้างยุ่งยาก แต่ก็ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่ง จากสถานที่ที่ประชากรของประเทศนั้น ๆ มีการพูดภาษาต่างถิ่น มีสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป

          2.  แบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่

              2.1  การศึกษานอกสถานที่นอกเมือง

              2.2  การศึกษานอกสถานที่ในเมือง

              2.3  การศึกษานอกสถานที่ในต่างประเทศ

          3.  แบ่งตามระเบียบว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปศึกษานอกสถานที่ของกระทรวงศึกษาธิการ  ได้แก่

              3.1  การพาไปนอกสถานที่และไม่ค้างคืน

              3.2  การพาไปนอกสถานที่และค้างคืน

              3.3  การพาไปนอกราชอาณาจักร

          4.  แบ่งตามระยะทางของการเดินทาง ได้แก่

              4.1  การศึกษานอกสถานที่ระยะใกล้

              4.2  การศึกษานอกสถานที่ระยะไกล

9. ประโยชน์และคุณค่าจากการไปทัศนศึกษา

          1.  สามารถนำไปเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนได้หลายวิชา และหลายระดับชั้น

          2.  ช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่ศึกษาและความหมายได้ดียิ่งขึ้นในลักษณะที่

เป็นความรู้ที่คงทนถาวร

  1. สามารถเปลี่ยนทัศนคติให้เป็นทัศนคติที่พึงประสงค์ เช่น สามารถปลูกฝังเยาวชนให้

หวงแหน ภาคภูมิใจ และรักษาศิลปะวัฒนธรรมของชาติ

          4.  ช่วยสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนรู้  ช่วยสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน

          5.  เป็นการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองชอบ

          6.  ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน  ครู และนักเรียนกับชุมชนดียิ่งขึ้น

          7.  ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ในกลุ่มนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น

          8.  ช่วยให้ครูและนักเรียนมีความเข้าใจหรือใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

          9.  ช่วยให้นักเรียนรู้จักโลกภายนอก (นอกห้องเรียน) มากยิ่งขึ้น ช่วยให้รู้จักการปรับตัว

ให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ในสังคม

          10.  ช่วยเพิ่มพูนทักษะการสังเกต การฟังและการพูด

          11.  ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ด้วยการสังเกต

          12.  ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น  ทั้งความรับผิดชอบต่อตนเอง

และต่อกลุ่ม

          13.  ช่วยส่งเสริมกิจกรรมนันทนาการ ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ

          14.  ช่วยพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง

10. องค์ประกอบสำคัญของวิธีสอนด้วยการไปทัศนศึกษา

          1.  มีการวางแผนร่วมกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียนในเรื่องวัตถุประสงค์ สถานที่

การเดินทาง เรื่องที่จะศึกษา  วิธีการศึกษา  ค่าใช้จ่าย กำหนดการเดินทาง และหน้าที่ความรับผิดชอบ

          2.  มีการเดินทางออกไปยังสถานที่เป้าหมายซึ่งอยู่นอกโรงเรียน หรือนอกสถานที่

ที่เรียนกันอยู่เป็นปกติ

          3.  มีกระบวนการในการศึกษาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้จากในสถานที่นั้น

          4.  มีการสรุปผลการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับจากการไปทัศนศึกษา

11. ขั้นตอนการสอน

     ขั้นตอนการสอนด้วยการไปทัศนศึกษาสามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ

1.  ขั้นก่อนการไปศึกษานอกสถานที่  เป็นขั้นที่จะต้องวางแผนและเตรียมการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ผู้สอนและผู้เรียนวางแผนร่วมกันในเรื่องวัตถุประสงค์ สถานที่ที่จะไป  การเดินทาง สิ่งที่จะไปศึกษา  วิธีการศึกษา  ค่าใช้จ่าย กำหนดการเดินทาง และหน้าที่ความรับผิดชอบ

2.  ขั้นระหว่างการศึกษานอกสถานที่  ผู้สอนและผู้เรียนเดินทางไปยังสถานที่เป้าหมายเป็นขั้นที่ดำเนินการตามแผนที่ได้เตรียมการมา  โดยผู้เรียนศึกษาสิ่งต่าง ๆ ในสถานที่นั้นตามกระบวนการหรือวิธีการศึกษาที่วางแผนไว้

3.  ขั้นหลังจากการศึกษานอกสถานที่  เป็นขั้นสรุปอภิปรายและสรุปผลการศึกษานอกสถานที่ว่าบรรลุจุดมุ่งหมายเพียงใด  รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะต้องกระทำภายหลังจากกลับจากการศึกษานอกสถานที่แล้ว

12. การเตรียมตัวของผู้สอน

1.  ขั้นศึกษาข้อมูลและเตรียมการเบื้องต้น ได้แก่

                   1.1  สำรวจความสนใจและความต้องการเบื้องต้นตามความเหมาะสมและความชอบของนักเรียน  โดยอาจมีการให้ชมสไลด์ รูปภาพหรือภาพยนตร์เกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปศึกษาเป็นต้น  อย่างไรก็ตาม การศึกษานอกสถานที่ควรมีความเหมาะสมกับวัย และระดับชั้นด้วย

                   1.2  กำหนดจุดประสงค์และกิจกรรมการศึกษานอกสถานที่ ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดศึกษานอกสถานที่แต่ละกลุ่มนั้น อาจจะมีความแตกต่างกัน  ดังนั้นควรให้มีความสอดคล้องกับหลักสูตรและตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียน

                   1.3  วางแผนและเตรียมงานเบื้องต้นหลังจากกำหนดวัตถุประสงค์ และกำหนดกิจกรรมแล้ว ซึ่งครูอาจเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนภายใต้คำแนะนำของครู สำหรับขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะต้องทำในขั้นการวางแผนและการเตรียมงานขั้นต้น มีดังนี้

                   ศึกษาระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ เพื่อจะได้ปฎิบัติได้ถูกต้องตามระเบียบ  มีการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  และรายละเอียดในการศึกษานอกสถานที่ เช่น ศึกษาความเป็นไปได้ของแหล่งเรียนรู้ในชุมชน  ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญ โบราณสถานและ บุคคลสำคัญ เป็นต้น  ถ้าเป็นการพบปะบุคคลสำคัญ หรือบุคคลตัวอย่าง จะต้องพิจารณาว่าควรจะเชิญมาที่โรงเรียน หรือพานักเรียนออกไปพบอย่างไหนจะเหมาะสมกว่ากัน พิจารณาสถานที่ตั้ง ระยะทาง สภาพภูมิประเทศ ซึ่งในบางครั้งผู้เสนอโครงการจะต้องไปสำรวจก่อน หรือศึกษาจากเอกสารของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อให้ผู้เสนอโครงการมีความรู้เรื่องแผนที่เป็นอย่างดี  ซึ่งจะช่วยในการวางแผนเส้นทางการเดินทางได้ง่ายยิ่งขึ้น สถานที่พักแรม  วัน เวลา  และระยะเวลาในการเดินทาง จุดนัดพบต่าง ๆ ลักษณะของเส้นทางคมนาคม พาหนะที่ใช้ในการเดินทาง สภาพภูมิอากาศและฤดูกาล เทศกาลต่าง ๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง  กลุ่มเป้าหมาย  และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นต้น

2. ขั้นวางแผนและเตรียมการ

                   2.1  วางแผนกิจกรรม เพื่อความรวดเร็วในการดำเนินงานโครงการศึกษานอกสถานที่ในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นระยะใกล้หรือระยะไกล อาจจะใช้วิธีร่างหนังสือติดต่อสถานที่ให้หัวหน้าสถานศึกษา  ที่ผู้เสนอโครงการต้นสังกัดลงนามพร้อมกับการขออนุมัติโครงการได้

                   2.2  วางแผนบุคลากร  เพื่อหาบุคลากรที่เหมาะสมกับหน้าที่แต่ละฝ่าย

                   2.3  ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยพิจารณาหน่วยงานหลักที่สำคัญที่สุดก่อน  เกี่ยวกับช่วงเวลาที่หน่วยงานนั้น ๆ สะดวก สำหรับแหล่งเรียนรู้ย่อยนั้นอาจจะใช้แหล่งอื่นเสริมได้  เมื่อบางสถานที่เกิดขัดข้อง ซึ่งการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ นั้นจะต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้

                             -  วันที่  และเวลาที่จะไปถึง

                             -  จุดประสงค์ของการไป

                             -  ระบุจำนวนนักเรียน  และอาจารย์ผู้ควบคุม ระดับชั้น วิชาที่เรียน

หรือวิชาเอกเป็นต้น

                             -  เนื้อหาเฉพาะบางอย่างที่นักเรียนต้องการทราบ

                             -  ช่วงระยะเวลาของการศึกษา  ณ สถานที่แห่งนั้น

ในกรณีที่เป็นหน่วยงานของต่างประเทศ อาจจะต้องใช้หนังสือในการตอบรับของหน่วยงานนั้นประกอบการพิจารณาโครงการ  โดยอาจจะมีผลต่อการศึกษานอกสถานที่บ้าง เช่น ถ้ามีหนังสือตอบรับ จึงจะใช้คำว่า “ศึกษาดูงาน” ได้ แต่ถ้าไม่มีหนังสือตอบรับจะต้องใช้คำว่า “ทัศนศึกษา” แทน แม้จะดูว่าต่างกันไม่มาก แต่จะมีผลต่อการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการทำหนังสือเดินทางของอาจารย์ผู้ควบคุมดูแล

2.4  จัดทำรายละเอียดในการเดินทางหรือตารางกิจกรรม และตรวจสอบ

เส้นทางการเดินทางอีกครั้ง

2.5  วางแผนงบประมาณ

2.6  ขออนุมัติผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น ตามระเบียบว่าด้วยการพานักเรียน

นิสิต นักศึกษาออกนอกสถานที่  ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้หนังสือตอบรับของหน่วยงานแนบได้ด้วย

2.7  ขออนุญาตผู้ปกครอง

– แจ้งความประสงค์ให้ผู้ปกครองของนักเรียนทราบ และขออนุญาต

ผู้ปกครองเรื่องการพานักเรียน นิสิต นักศึกษา ศึกษานอกสถานที่

                    – แจ้งกำหนดการ รายละเอียดในการเดินทางและค่าใช้จ่ายให้ผู้ปกครองทราบ

                             – อาจใช้ใบสมัครของนักเรียน ที่มีคำอนุญาต หรือคำรับรองของผู้ปกครองอยู่ในชุดเดียวกัน

                   2.8  เตรียมเอกสารที่ใช้ในการเดินทาง เช่น หนังสืออนุญาตให้เข้าชมสถานที่ กำหนดการเดินทางและหนังสือเดินทาง  เป็นต้น 

                   2.9  เตรียมเกี่ยวกับยานพาหนะ

                             –  การติดต่อยานพาหนะควรทำสัญญาให้แน่นอนอย่างละเอียด

                             –  เลือกคนขับรถที่มีความชำนาญในการขับรถ  และเส้นทางที่จะไป  ตลอดจนสามารถแก้ปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ได้ในกรณีที่จำเป็น

                             – ขนาดของรถต้องเพียงพอต่อจำนวนคนที่จะไป

                             – จัดทำป้ายติดไว้ข้างรถว่าโรงเรียนอะไร จะไปไหน

                   2.10  ควรจัดหาผู้นำทางที่ชำนาญ หรือมีมัคคุเทศก์แนะนำ

                             ตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการจะกำหนดอัตราส่วนระหว่างอาจารย์ผู้ควบคุมกับนักเรียน เป็นอัตราส่วน 1: 30 ก็ตาม แต่ถ้าจะให้สัมฤทธิผลมาก ๆ ควรให้อัตราส่วนเป็นผู้ควบคุม 1 คนต่อจำนวนนักเรียน 6 – 8 คน

                   2.11  ประชุมนักเรียนหรือปฐมนิเทศนักเรียนที่ร่วมโครงการโดยมีวัตถุประสงค์:-

                             – เพื่อให้นักเรียนทราบจุดประสงค์ของการศึกษานอกสถานที่อีกครั้ง

                             – เพื่อซักซ้อมปัญหา ความเข้าใจต่าง ๆ ให้ตรงกัน สรุปเนื้อหาเพื่อเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า

                             – เพื่อทราบจุดนัดพบหรือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง และจุดหมายปลายทางที่แน่นอน

                             – เพื่อให้ทุกคนทราบการปฏิบัติตนในการเดินทางและระหว่างการไปศึกษานอกสถานที่ รวมถึงระเบียบวินัยต่าง ๆ

                                      -  แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับที่พัก และมารยาทที่ควรปฏิบัติก่อนออกจากที่พัก เช่นควรแสดงความขอบคุณต่อเจ้าของที่พัก

                                      -  วางแผนด้านความปลอดภัย โดยอาจแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละประมาณ 5 – 10 คน คอยตรวจสอบกันเอง หรือทำกิจกรรมด้วยกัน หรืออาจใช้ระบบคู่หู(Buddy System)

                                      -  กำหนดเครื่องแต่งกายของนักเรียนที่เหมาะสม

                                      -  แบ่งหน้าที่รับผิดชอบของนักเรียน

                   2.12 ประชาสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันในเรื่องเป้าหมาย และเรื่องที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ก่อนออกเดินทาง

13. บทบาทผู้สอน

          1.  ครูต้องช่วยนักเรียนในส่วนที่นักเรียนต้องการหาคำตอบ ซึ่งครูอาจจะบอกจุดที่สนใจ และคำถามที่ต้องการทราบไปยังมัคคุเทศก์ นอกจากนี้ครูควรช่วยแนะนำให้นักเรียนรู้จักสังเกตสิ่งต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น

          2.  ครูต้องประสานงานให้หัวหน้าคณะ หรืออาจารย์ผู้ควบคุมได้พบปะกับหัวหน้าคณะที่มาต้อนรับหรือหัวหน้าสถานที่ก่อน

          3.  ครูต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน เช่น อาหารที่รับประทานต้องสะอาด ไม่ให้นักเรียนสัมผัสกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่กำลังทำงานอยู่ก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่หรือวิทยากร นอกจากนี้ยังควรมีการเตรียมอุปกรณ์การปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้พร้อมด้วย

          4.  พยามสนับสนุนให้นักเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมการศึกษานอกสถานที่ เช่น เปิดโอกาสให้ถามคำถาม และตอบหรือแสดงความคิดเห็น

          5.  เตรียมของที่ระลึกและคำกล่าวขอบคุณ พร้อมทั้งจัดให้มีตัวแทนแสดงความขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องในการศึกษานอกสถานที่ครั้งนี้ทุกฝ่าย

          6.  จัดให้มีการอภิปราย หรือสัมมนาเพื่อสรุปและประเมินผลการจัดการศึกษานอกสถานที่ตามเป้าหมาย  ประเมินผลวิธีการจัดและประเมินผลการทำงานของบุคลากรในแต่ละฝ่าย เป็นต้น

          7.  ให้นักเรียนทำรายงาน และสรุปผลที่ได้จากการศึกษานอกสถานที่ โดยจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความรู้ต่าง ๆ ในการศึกษานอกสถานที่กันในกลุ่ม และควรเน้นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ได้รับ

          8.  จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับประสบการณ์มา เช่น อาจจะเป็นการเขียนบทความ ภาพถ่ายแสดงเรื่องราว การจัดบอร์ด เป็นต้น เพื่อให้ความรู้แก่นักเรียนห้องอื่น ๆ ด้วย

          9.  ครูควรบันทึกผลการไปศึกษานอกสถานที่ เพื่อใช้เป็นแหล่งทรัพยากรการสอนในโอกาสต่อไป

บทบาทของผู้เรียน

          1.  ควรศึกษาเนื้อหา หรือคิดประเด็นที่น่าสนใจจากสถานที่ที่จะไปมาล่วงหน้า

          2.  ควรไปให้ตรงเวลานัด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อม เช่น เครื่องเขียน เครื่องแต่งกาย เป็นต้น

          3.  ต้องเชื่อฟังหัวหน้ากลุ่ม ครู หรือมัคคุเทศก์

          4.  ระมัดระวังเรื่องความประพฤติ มารยาทในการฟังบรรยายจากมัคคุเทศก์

หรือการเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ   ต้องมีความสำรวม

          5.  ควรจดบันทึกประเด็นที่สำคัญ และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างกระตือรือร้น

          6.  ระมัดระวังทรัพย์สินของตนเอง สำรวจทุกครั้งก่อนลุกไปที่อื่น

          7.  ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

14. ข้อดี และข้อจำกัดของวิธีสอนโดยใช้การไปทัศนศึกษา

          ข้อดีของการไปทัศนศึกษา

1.  เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้สภาพความเป็น

จริง มีการเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนและความเป็นจริงนอกห้องเรียน

                   2.  เป็นวิธีสอนที่เอื้อให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกทักษะต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น ทักษะ    การวางแผน ทักษะการประสานงาน ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม ทักษะการแสวงหาความรู้ นอกจากนั้นยังส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมต่าง ๆ เช่น ความ รับผิดชอบ ความสามัคคีและความเสียสละ เป็นต้น

                   3.  เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนบรรยากาศในการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียน

มีความกระตือรือร้น และมีความสนใจในการเรียนเพิ่มขึ้น

          ข้อจำกัดของการไปทัศนศึกษา

1.  เป็นวิธีสอนที่ยุ่งยากสำหรับผู้สอน เนื่องจากต้องมีการเตรียมการติดต่อ

ประสานงานการจัดการ และรับผิดชอบงานหลายด้าน

2.  เป็นวิธีสอนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลามาก และมีความเสี่ยง อาจเกิดอันตราย  

ระหว่างการเดินทางได้

                   3.  เป็นวิธีสอนที่อาจเกิดผลไม่คุ้มค่า หากการจัดการและกระบวนการศึกษาไม่ดีเท่าที่ควร

                   4.  หากมีผู้เรียนจำนวนมาก ผู้สอนอาจจะดูแลไม่ทั่วถึง ควรจะมีผู้ช่วยคอยดูแลความเรียบร้อยของผู้เรียนด้วย

 

15. เป้าหมายของโครงการ

          นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 3  โรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์ จำนวน 30 คน ประจำปีการศึกษา 2555 เพื่อเดินทางทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นที่แหล่งโบราณโนนเมือง อ.ชุมแพ และศูนย์พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง อ. ภูเวียง  จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่  11 สิงหาคม 2555

16. งบประมาณ

          งบประมาณส่วนตัว 

17.  ปัจจัยและกิจกรรมในการดำเนินโครงการ

            17.1.  ออกแบบการจัดกิจกรรมารเรียนรู้แบบ back word design

            17.2  จัดทำโครงการ ศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น

            17.3  เขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

            17.4  จัดกิจกรรมเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้

            17.5  กำหนดสื่อการเรียนรู้

            17.6  ออกสำรวจแหล่งเรียนรู้

             17.7 ออกศึกษาแหล่งเรียนรู้

             17.8 ประเมินผลระหว่างกิจกรรมและหลัง

             17.9  สรุปผล

ระยะเวลาดำเนินงานโครงการ

          พฤษภาคม  2555  ออกแบบการจัดการเรียนรู้

          พฤษภาคม  2555  จัดทำโครงการทัศนศึกษานอกสถานที่

          มิถุนายน  2555     สำรวจสถานที่และติดต่อประสานงาน

          กรกฎาคม  2555            ขออนุมัติโครงการ

          สิงหาคม   2555     ออกศึกษานอกสถานที่ตามโครงการ

          สิงหาคม    2555             ประเมินผลและรายงานผล


 

บทที่ 3

วิธีการประเมินโครงการ

1. รูปแบบการประเมินโครงการ

          1.1 ออกแบบการจัดการเรียนรู้

          1.2. จัดทำโครงการ

          1.3. ออกสำรวจสถานที่และประสานงาน

          1.4  เสนอขออนุมัติโครงการ

          1.5 ดำเนินการตามโครงการ ออกทัศนศึกษา

          1.6  ประเมินผลและรายงานผล

2. การดำเนินงานตามโครงการ

กำหนดการเดินทางไปทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3

โรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์  สพป.ขอนแก่น เขต 2

วันเสาร์ที่ 11  สิงหาคม  พ.ศ. 2555

ณ  แหล่งเรียนรู้โบราณโนนเมือง วัดพระนอน อ.ชุมแพ  และ อุทยานพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น

-----------------------------------------------------------------------

เวลา    07.00 น. ครูและนักเรียนพร้อมกันที่โรงเรียน

เวลา    07.20 น.  ออกเดินทางไปตามถนนสายแก้งคร้อ – ภูเขียว – ชุมแพ

เวลา    08.40 น. เข้าศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองโบราณบ้านโนนเมือง  1 ชั่วโมง

เวลา    09.40 น. เข้าศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์พระนอน ที่วัดพระนอนบ้านหนองบัว 1 ชั่วโมง

เวลา    10.40 น. ออกเดินทางตามถนนสายภูเขียว – ชุมแพ  ,เลี้ยวขวา ไปตามถนนสาย ชุมแพ – ขอนแก่น

                    ถึงทางแยกเข้าอำเภอภูเวียงเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายภูเวียง ไปที่อุทยานพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์

                   ภูเวียง พักรับประทานอาหารเที่ยงก่อนเข้าศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไดโนเสาร์

เวลา    12.00 น. เข้าศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไดโนเสาร์  2  ชั่วโมง ครึ่ง 

เวลา    14.30 น.  เดินทางกลับตามถนนสายภูเวียง – หนองเรือ – แก้งคร้อ กลับถึงโรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์


 

 

3.  วิธีการประเมินโครงการ

          3.1 ตรวจผลงานการรายงาน

          3.2 การตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ

4.  เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ

          4.1  แบบการรายงาน

          4.2  แบบสอบถาม

         


 

 

บทที่  4

การวิเคราะห์ข้อมูล

 

          การนำนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3  ของโรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์ ออกทัศนศึกษาตามโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น มีเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ดังนี้

  1. แบบรายงานการศึกษานักเรียนรายบุคคล
  2. แบบสอบถามความพึงพอใจ

 

1. ผลการประเมินด้านปัจจัยสภาพแวดล้อม

          สถานที่สำหรับการไปทัศนศึกษาในครั้งนี้ เลือกแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณโนนเมือง อ.ชุมแพ  

จ.ขอนแก่น และ ศูนย์พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น มีนักเรียนที่เข้าร่วมทัศนศึกษาจำนวน  19  คน  ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมในโครงการนี้  ไปเข้าร่วมกิจกรรมอื่น

 

2.  ผลการประเมินด้านปัจจัยสนับสนุน

          ในการดำเนินการตามโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ครั้งนี้ใช้งบประมาณส่วนตัวมีรายละเอียด  ดังนี้

          1. ค่าจ้าเหมาพาหนะไป – กลับ 2  เที่ยว                      3,000  บาท

          2. ค่าวิทยากรท้องถิ่น                                            1,500  บาท

          3.ค่าเตรียมเอกสาร                                                  500  บาท

                   รวมค่าใช้จ่าย(ห้าพันบาทถ้วน)                         5,000   บาท

 

3.   ผลการประเมินด้านกระบวนการ

          นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ได้เรียนรู้แหล่งโบราณโนนเมือง และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง มีความรู้และประสบการณ์ตามที่กำหนดในวัตถุประสงค์ของโครงการ

4.   ผลการประเมินด้านผลผลิต

          นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ในวันที่  11 สิงหาคม 2555  ได้ส่งแบบรายงานผลการบันทึกความรู้และตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ ในการไปทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  ดังนี้


 

 

          1.นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้ส่งแบบบันทึกรายงานผลการศึกษาค้นคว้า ครบทุกคน

          2.นักเรียนได้ส่งแบบสอบถามคืน ซึ่งผลการตอบแบบสอบถามดังนี้

แบบสอบถาม ความพึงพอใจการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

โรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์  อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น  สพป.ขอนแก่น เขต 2

ณ แหล่งเรียนรู้เมืองโบราณโนนเมือง , พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น

วันเสาร์ที่   11  สิงหาคม  พ.ศ.  2555

สถานะผู้ตอบแบบสอบถาม

เพศ    [ü  ] ชาย       [ü  ] หญิง              ระดับชั้น [ü  ]  ม.1            [ü  ]  ม.2          [ü  ]  ม.3

กรอกแบบสอบถาม โดยขีด    ü  ลงในช่องตรงกับระดับความพอใจของนักเรียนและเป็นจริง

5 ดีมาก              4  ดี            3  ปานกลาง         2  พอใช้         1  ปรับปรุง

ตารางที่  1  การตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ

 

รายละเอียด

ระดับความพึงพอใจ

5

4

3

2

1

1. สถานที่เมืองโบราณบ้านโนนเมือง

 

 

 

 

 

    1.1  เนื้อหาที่ได้ศึกษามีความสอดคล้องกับหลักสูตร

12

4

1

2

 

    1.2  เนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการอยากรู้

9

6

3

1

 

     1.3 ได้รับคำอธิบายจากวิทยากรหรือผู้รู้ของท้องถิ่น

10

4

3

 

2

     1.4 ความภูมิใจในแหล่งเรียนรู้ของเมืองโบราณแห่งนี้

13

3

2

1

 

     1.5 อยากประชาสัมพันธ์ให้คนมาเรียนรู้และอยากมาอีกครั้ง

12

3

4

1

 

2. อุทยานพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

 

 

 

 

 

    2.1  เนื้อหาที่ได้ศึกษามีความสอดคล้องกับหลักสูตร

12

3

3

1

 

    2.2  เนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการอยากรู้

13

4

2

 

 

     2.3 ได้รับคำอธิบายจากวิทยากรหรือผู้รู้ของท้องถิ่น

8

9

2

 

 

     2.4 ความภูมิใจในแหล่งเรียนรู้ของเมืองโบราณแห่งนี้

16

1

2

 

 

     2.5 อยากประชาสัมพันธ์ให้คนมาเรียนรู้และอยากมาอีกครั้ง

11

3

5

 

 

 


 

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามรายการที่ตอบคิดเป็นร้อยละ ดังนี้

แบบสอบถาม ความพึงพอใจการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

โรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์  อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น  สพป.ขอนแก่น เขต 2

ณ แหล่งเรียนรู้เมืองโบราณโนนเมือง , พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น

วันเสาร์ที่   11  สิงหาคม  พ.ศ.  2555

สถานะผู้ตอบแบบสอบถาม

เพศ    [ü  ] ชาย       [ü  ] หญิง              ระดับชั้น [ü  ]  ม.1            [ü  ]  ม.2          [ü  ]  ม.3

กรอกแบบสอบถาม โดยขีด    ü  ลงในช่องตรงกับระดับความพอใจของนักเรียนและเป็นจริง

5 ดีมาก              4  ดี            3  ปานกลาง         2  พอใช้         1  ปรับปรุง

ตารางที่  2  ร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามตามรายข้อ

 

รายละเอียด

ระดับความพึงพอใจ

5

4

3

2

1

1. สถานที่เมืองโบราณบ้านโนนเมือง

 

    1.1  เนื้อหาที่ได้ศึกษามีความสอดคล้องกับหลักสูตร

63.15

21.05

5.26

10.53

 

    1.2  เนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการอยากรู้

47.57

31.58

15.79

5.26

 

     1.3 ได้รับคำอธิบายจากวิทยากรหรือผู้รู้ของท้องถิ่น

52.63

21.05

15.79

 

10.53

     1.4 ความภูมิใจในแหล่งเรียนรู้ของเมืองโบราณแห่งนี้

68.42

15.79

10.53

5.26

 

     1.5 อยากประชาสัมพันธ์ให้คนมาเรียนรู้และอยากมาอีกครั้ง

63.15

15.79

21.05

5.26

 

2. อุทยานพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

 

    2.1  เนื้อหาที่ได้ศึกษามีความสอดคล้องกับหลักสูตร

63.15

15.79

15.79

5.26

 

    2.2  เนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการอยากรู้

68.42

21.05

10.53

 

 

     2.3 ได้รับคำอธิบายจากวิทยากรหรือผู้รู้ของท้องถิ่น

42.11

47.37

10.53

 

 

     2.4 ความภูมิใจในแหล่งเรียนรู้ของเมืองโบราณแห่งนี้

84.21

5.26

10.53

 

 

     2.5 อยากประชาสัมพันธ์ให้คนมาเรียนรู้และอยากมาอีกครั้ง

57.89

15.79

26.32

 

 

 


 

 

แบบสอบถาม ความพึงพอใจการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

โรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์  อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น  สพป.ขอนแก่น เขต 2

ณ แหล่งเรียนรู้เมืองโบราณโนนเมือง , พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น

วันเสาร์ที่   11  สิงหาคม  พ.ศ.  2555

สถานะผู้ตอบแบบสอบถาม

เพศ    [ü  ] ชาย       [ü  ] หญิง              ระดับชั้น [ü ]  ม.1            [ü  ]  ม.2          [ü  ]  ม.3

กรอกแบบสอบถาม โดยขีด    ü  ลงในช่องตรงกับระดับความพอใจของนักเรียนและเป็นจริง

5 ดีมาก              4  ดี            3  ปานกลาง         2  พอใช้         1  ปรับปรุง

ตารางที่ 3  ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจในโครงการ

 

รายละเอียด

ระดับความพึงพอใจ

5

4

3

2

1

1. สถานที่เมืองโบราณบ้านโนนเมือง

 

    1.1  เนื้อหาที่ได้ศึกษามีความสอดคล้องกับหลักสูตร

84.21

 

 

 

    1.2  เนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการอยากรู้

78.94

 

 

 

     1.3 ได้รับคำอธิบายจากวิทยากรหรือผู้รู้ของท้องถิ่น

73.68

 

 

 

     1.4 ความภูมิใจในแหล่งเรียนรู้ของเมืองโบราณแห่งนี้

84.21

 

 

 

     1.5 อยากประชาสัมพันธ์ให้คนมาเรียนรู้และอยากมาอีกครั้ง

78.94

 

 

 

2. อุทยานพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

 

    2.1  เนื้อหาที่ได้ศึกษามีความสอดคล้องกับหลักสูตร

78.94

 

 

 

    2.2  เนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการอยากรู้

89.47

 

 

 

     2.3 ได้รับคำอธิบายจากวิทยากรหรือผู้รู้ของท้องถิ่น

84.21

 

 

 

     2.4 ความภูมิใจในแหล่งเรียนรู้ของเมืองโบราณแห่งนี้

89.47

 

 

 

     2.5 อยากประชาสัมพันธ์ให้คนมาเรียนรู้และอยากมาอีกครั้ง

73.68

 

 

 

  

 3. การทัศนศึกษาครั้งนี้นักเรียนชอบแหล่งเรียนรู้ใดมากที่สุด  เพราะเหตุใด

          นักเรียนชอบพิพิธภัณฑ์อุทยานไดโนเสาร์ เพราะได้เห็นฟอสซิวส์ของไดโดเสาร์และได้เดินเขาชมวิวสวยงาม  และอยากไปอีกครั้ง

4.  ต้องการให้ปรับปรุง (ข้อเสนอแนะ)

          ปรับปรุงพาหนะ ด้านเครื่องเสียงเพื่อให้มีความบันเทิงในระหว่างเดินทาง จะได้ไม่เหงา

          สรุปผลการวิเคราะห์จากการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการดำเนินงานตามโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นครั้งนี้ มีความพึงพอใจดี ถึงดีมากเฉลี่ยร้อยละ 81.58 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 แบบมีนัยสำคัญทางสถิติ


 

 

บทที่  5

สรุปและอภิปรายผล

 

1. วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ

          1.1  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดเรียนรู้จากสถานที่จริง

          1.2  เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักการทำงานและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

          1.3  เพื่อให้ผู้เรียนมีความภูมิใจและช่วยอนุรักษ์สิ่งที่ดีงามในท้องถิ่น

 

2. ประชากรกลุ่มเป้าหมาย

          นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 3  ของโรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์ ประจำปีการศึกษา 2555 จำนวน  30  คน

 

3.   รูปแบบการประเมินโครงการ

          3.1 แบบรายงานการบันทึกนักเรียนรายบุคคล

          3.2 แบบสอบถามความพึงพอใจ

 

4.   เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ

          4.1 แบบรายงาน

          4.2  แบบสอบถามความพึงพอใจ

 

5. การสังเกตจากการเข้าร่วมทัศนศึกษาตามโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

          ผลจากการสังเกตการทัศนศึกษาครั้งนี้  นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่ได้เรียนรู้จากแหล่งประวัติศาสตร์ที่แท้จริง มีความสนใจต่อสิ่งที่เหตุด้วยตนเอง มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น

 

6.  ผลการประเมินโครงการ

          6.1  ร้อยละ 100  นักเรียนได้ส่งแบบรายงานการบันทึกผลการศึกษานอกสถานที่ในครั้งนี้

          6.2  ผลการจากการตอบแบบสอบถามความของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นครั้งนี้ วิเคราะห์เป็นรายข้อได้ ดังนี้

          1)  ร้อยละ 81.58  นักเรียนมีความพึงพอใจในเนื้อหาที่ได้ศึกษามีความสอดคล้องกับหลักสูตร

          2)  ร้อยละ 84.21  นักเรียนมีความพึงพอใจในเนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการอยากรู้

          3)  ร้อยละ 78.95 นักเรียนมีความพึงพอใจที่ได้รับคำอธิบายจากวิทยากรหรือผู้รู้ของท้องถิ่น

          4)  ร้อยละ  86.84 นักเรียนมีความพึงพอใจมีความภูมิใจในแหล่งเรียนรู้ของเมืองโบราณแห่งนี้

          5)  ร้อยละ  76.31  นักเรียนอยากประชาสัมพันธ์ให้คนมาเรียนรู้และอยากมาอีกครั้ง

 

7. อภิปรายผล

          โครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นโครงการที่สนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริง นักเรียนได้มีประสบการณ์ตรงมีความภาคภูมิในถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษที่มีความเป็นมาอย่างยาวนาน ซึ่งผลจากการตอบแบบสอบถามเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อยตามความพึงพอใจได้ 86.84 นักเรียนมีความพึงพอใจมีความภูมิใจในแหล่งเรียนรู้ของเมืองโบราณแห่งนี้  84.21  นักเรียนมีความพึงพอใจในเนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการอยากรู้  81.58  นักเรียนมีความพึงพอใจในเนื้อหาที่ได้ศึกษามีความสอดคล้องกับหลักสูตร  78.95 นักเรียนมีความพึงพอใจที่ได้รับคำอธิบายจากวิทยากรหรือผู้รู้ของท้องถิ่น    76.31  นักเรียนอยากประชาสัมพันธ์ให้คนมาเรียนรู้และอยากมาอีกครั้ง

 

  1.  

          สรุปผล 

          ในการดำเนินงานตามโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 1- 3  โรงเรียนนาจานซับสมบูรณ์ ประจำปีการศึกษา 2555  ภาคเรียนที่   1  นักเรียนได้เรียนรู้ตามสิ่งที่กำหนดไว้ในโครงการเฉลี่ยร้อยละ 81.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

          ข้อเสนอแนะ

ควรนำไปบูรณาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และพัฒนาในส่วนที่มีผลการประเมินได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และให้พัฒนาโครงการไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริง ให้นักเรียนรู้จักการทำงานเป็นกลุ่มมากขึ้น


 

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

ทิศนา แขมมณี (2551). ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ . กรุงเทพฯ :                 สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ครั้งที่ 7

สมสิทธิ์  จิตรสถาพร. (2535). เทคนิคการจัดการศึกษานอกสถานที่. สงขลา :มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

                   สงขลา.

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551.

                   กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, 2551

 
ส่งข่าวโดย : บ้านนาจานซับสมบูรณ์  เมื่อวันที่ : 10 สิงหาคม 2556 12.18 น. เปิดอ่าน: 3639 ครั้ง ไอพี:: 101.51.196.233 [ปิดหน้าต่าง]
Comments with Facebook
5 ข่าวล่าสุดในหมวดเดียวกัน
คู่มือครู พระพุทธศาสนา ม.1 [02 กันยายน 2557 15.03 น.][อ่าน 4 ครั้ง]
ผลงาน/นวัตกรรม/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ [02 กันยายน 2557 10.24 น.][อ่าน 4 ครั้ง]
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ที่มีผลต่อการบวก การลบและโจทย์ปัญหาการบวก การลบ กลุ่มสาระการเ [01 กันยายน 2557 21.46 น.][อ่าน 64 ครั้ง]
คลังข้อมูลสำหรับครู [01 กันยายน 2557 20.26 น.][อ่าน 6 ครั้ง]
รายงานผลการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นป [01 กันยายน 2557 09.41 น.][อ่าน 7 ครั้ง]
เครือข่ายประชาสัมพันธ์@พัฒนาโดย sumphan@nongkhai2.moe.go.th