การวิจัยในชั้นเรียน

 

การจัดทาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการบวกลบจานวนเต็มที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดบางน้าผึ้งใน

 


การพัฒนาทักษะการบวกลบจำนวนเต็มที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน  จังหวัดสมุทรปราการ

ผู้วิจัย  นายสุรัตน์   วงศ์เนียม     ข้าราชการครู ตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน

 

บทคัดย่อภาษาไทย

                การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ       1)  เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม     ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบวกลบจำนวนเต็มหลังเรียนกับเกณฑ์ที่กำหนดให้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                                กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 จำนวน 20 คน           ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556   ในโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน  เรื่องการบวกลบจำนวนเต็มที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ   แบบทดสอบวัดทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม และการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน  และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสังเกต   นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา รายงานผลการวิจัยลักษณะบรรยาย

                ผลการวิจัยสรุปว่า นักเรียนที่รับการพัฒนาทักษะการบวกลบจำนวนเต็มที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีการพัฒนาทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม     ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย    ()  เท่ากับ  6.55   คิดเป็นร้อยละ  32.75   นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดคือ  10  คะแนน  นักเรียนที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ  3   คะแนน   และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย ()  เท่ากับ  16.40  คิดเป็นร้อยละ 82.00   นักเรียน ที่ได้คะแนนสูงสุดคือ  19  คะแนน   นักเรียนที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือ 12  คะแนน  มีนักเรียนที่ทำได้เกิน 60% จำนวน  20 คน  ก่อนเรียนมีคนผ่านเกณฑ์จำนวน  0  คน ผลต่างจากก่อนเรียนและหลังเรียนจำนวน 20 คน ผลต่างน้อยสุด คือ 7  คะแนน   ผลต่างมากที่สุด คือ 13 คะแนน

 

 

ความเป็นมาและความสำคัญ

โลกปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ทั้งด้านเทคโนโลยี  ข้อมูล  ข่าวสารต่างๆ เป็นผลให้    ทุกประเทศทั่วโลกมุ่งพัฒนาบุคลากรของตนเองให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกปัจจุบัน  ดังนั้นคุณภาพของคนในชาติจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกประเทศมุ่งพัฒนา ซึ่งวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่สำคัญวิชาหนึ่ง   ที่จะช่วยก่อให้เกิดการพัฒนาความเจริญก้าวหน้า   ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โลกปัจจุบันเจริญขึ้น เพราะการคิดค้นวิทยาศาสตร์    ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทางคณิตศาสตร์ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนาให้แต่ละบุคคลเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ เป็นพลเมืองดีเพราะคณิตศาสตร์ช่วยเสริมสร้างความมีเหตุผล เป็นคนช่างคิด ช่างริเริ่มสร้างสรรค์ มีระบบระเบียบในการคิดมีการวางแผนในการทำงานมีความสามารถในการตัดสินใจมีความรับผิดชอบต่อการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนมีความลักษณะของความเป็นผู้นำในสังคม

                หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีเจตคติและทักษะพื้นฐานในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ มีความสามารถในการสื่อสาร การคิดและการใช้เทคโนโลยีในระดับสากล ตระหนักและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(กระทรวงศึกษาธิการ , 2551)

                จากการศึกษาสภาพปัญหาการเรียนการสอนของกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ศึกษาสาเหตุของปัญหาโดยการสังเกต การสอบถามครูผู้สอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ศึกษาจากผลคะแนนการทดสอบรายจุดประสงค์การเรียนรู้ และการสังเกตจากการทำแบบฝึกหัดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมีผู้สัมฤทธิ์ต่ำ ซึ่งมีสาเหตุมาจากตัวครูผู้สอน ด้านนักเรียน และด้านบริหารดังกล่าวคือ ด้านครูผู้สอนพบว่า  ครูสอนไม่ตรงตามวิชาเอกและสอนหลายวิชาและหลายชั้นเรียน  ครูใช้สื่อการเรียนการสอนน้อย ครูเร่งสอนเพื่อจบเนื้อหาตามที่หลักสูตรกำหนด ด้านนักเรียนพบว่า นักเรียนมีพื้นฐานทางการเรียนคณิตศาสตร์ไม่ดี นักเรียนขาดการเอาใจใส่ในการเรียนและการทบทวนบทเรียน และปัญหาจากการแข่งขันทางการเรียน ซึ่งมีผลให้เด็กที่เรียนอ่อนจะถูกทอดทิ้งจากกลุ่มนักเรียนที่เรียนเก่ง อีกทั้งยังมีปัญหาด้านการบริหาร พบว่า การจัดกิจกรรมบางกิจกรรมเพิ่มเติม ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนการสอนวิชาปกติ เพื่อให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมมีผลทำให้เวลาในการจัดการเรียนการสอนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาการเรียนการสอน

ดังนั้นผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนรายวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้พัฒนาทักษะการบวกลบจำนวนเต็มที่เน้นผู้เรียน เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียน และยังได้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพต่อไป

 

คำถามการวิจัย

1.  หลังจากที่นักเรียนเรียนเรื่อง การบวกลบจำนวนเต็ม โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แล้วทักษะการบวกลบจำนวนเต็มดีขึ้นหรือไม่อย่างไร

2.  ทักษะการบวกลบจำนนวนเต็มของนักเรียนหลังจากใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่อย่างไร

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.  เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบวกลบจำนวนเต็มก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

2.  เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบวกลบจำนวนเต็มหลังเรียนกับเกณฑ์ที่กำหนดให้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ผลจากการวิจัยในครั้งนี้ เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ที่จะใช้ในการจัดการเรียนรู้

ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

 

 

ขอบเขตการวิจัย

1.             ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20   คน                                

โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน จังหวัดสมุทรปราการ หญิง  5   คน   ชาย 15 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556

2.             ขอบเขตด้านเนื้อหา คือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องระบบจำนวนเต็ม หน่วยย่อยที่ศึกษาเรื่อง

การบวกการลบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

3.             ขอบเขตด้านระยะเวลา คือ ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองสอน 2 สัปดาห์ 6 คาบ ตั้งแต่วันที่

1–12  กรกฎาคม 2556   รวมระยะเวลา  6 วัน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียน 1  วัน  คือ 1 กรกฎาคม 2556   และระยะเวลาที่ใช้ในการทดสอบหลังเรียน 1 วัน คือ 12 กรกฎาคม 2556  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2556

                4. ตัวแปรที่ศึกษา

                ตัวแปรต้น  ได้แก่  ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ตัวแปรตาม  ได้แก่  ทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม

นิยามศัพท์

1.ทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดทักษะการบวกลบจำนวนเต็มก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งแบบทดสอบมีลักษณะเป็นปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน

2.การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ   หมายถึง   วิธีการจัดการเรียนการสอนเรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม โดยจะเน้นให้ผู้เรียนการเรียนรู้อย่างแท้จริงเกิดการพัฒนาตนและสั่งสมคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนจึงใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบการสอนหรือกระบวนการเรียนการสอนที่หลายวิธี

3. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์    หมายถึง    สื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่ใช้แบบฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียนจบบทเรียนไปแล้ว  ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  มีทักษะและสามารถเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม

                4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   หมายถึง     ความรู้ความสามารถทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนการทดลองและหลังการทดลอง จากแบบทดสอบที่สร้างขึ้น

ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด หมายถึง คะแนนจุดตัดของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการทำผ่าน

60 % วิจัยกำหนดคะแนนจุดตัดร้อยละ 60 ถ้านักเรียนคนใดทำคะแนนจุดตัดผ่านร้อยละ 60 ขึ้นไป ถือว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

 

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้นำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้

 

1.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร

                1.1 ลักษณะสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์

                1.2 หลักสูตรสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

                1.3 แนวคิดและหลักการสอนคณิตศาสตร์

                1.4 การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

2.  การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

3.  แนวคิดของการสอนเรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม

1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร

1. 1 ลักษณะสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์

                คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์  ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล  เป็นระบบ  ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ทำให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ตลอดจนศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น  นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์  มีความสมดุลทั้งร่างกาย  จิตใจ สติปัญญาและอารมณ์  สามารถคิดเป็น  ทำเป็น  แก้ปัญหาเป็นและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (กรมวิชาการ ,2537, หน้า 1)

                ยุพิน  พิพิธกุล (2545,หน้า 2) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ไว้ว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่สำคัญวิชาหนึ่ง  คณิตศาสตร์มิใช่มีความหมายเพียงแต่ตัวเลขและสัญลักษณ์เท่านั้น  คณิตศาสตร์มีความหมายกว้างมาก ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1.วิชา คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล เราใช้ คณิตศาสตร์ พิสูจน์อย่างมีเหตุผลว่าสิ่งที่เราคิดขึ้นนั้น เป็นจริงหรือไม่ คณิตศาสตร์ ช่วยให้คนเป็นผู้มีเหตุผล เป็นคนใฝ่หาความรู้ ตลอดจนพยายามคิดค้นสิ่งที่แปลกและใหม่ ฉะนั้น คณิตศาสตร์ จึงเป็นพื้นฐานแห่งความเจริญของเทคโนโลยีด้านต่างๆ

2.วิชา คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์ มนุษย์สร้างสัญลักษณ์แทนความคิดนั้นๆ และสร้างกฎในการนำสัญลักษณ์มาใช้ เพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน คณิตศาสตร์ จึงมีภาษาเฉพาะของตัวมันเอง เป็นภาษาที่กำหนดขึ้นด้วยสัญลักษณ์ที่รัดกุมและสื่อความหมายได้ถูกต้อง เป็นภาษาที่มีตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์แบบความคิด เป็นภาษาที่ทุกชาติที่เรียน คณิตศาสตร์ จะเข้าใจตรงกัน

               3.คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่มีรูปแบบ เราจะเห็นว่าการคิดทาง คณิตศาสตร์ นั้นจะต้องมีแบบแผน มีรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ทุกขั้นตอนจะตอบได้และจำแนกออกมาให้เห็นได้จริง

             4. คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่มีโครงสร้าง  คณิตศาสตร์ จะเริ่มต้นด้วยเรื่องง่ายก่อน เช่น เริ่มต้นด้วยการบวก การลบ การคูณ การหาร เรื่องง่ายๆ นี้จะเป็นพื้นฐานนำไปสู่เรื่องอื่นๆ ต่อไป         

5.คณิตศาสตร์ เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เช่น เดียวกับศิลปะอื่นๆ ความงามของ คณิตศาสตร์ คือ ความมีระเบียบและความกลมกลืน นักคณิตศาสตร์ ได้พยายามแสดงความคิด มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ มีความคิดริเริ่มที่จะแสดงความคิดใหม่ๆ และแสดงโครงสร้างใหม่ๆ ทาง คณิตศาสตร์ ออกมา

1.2 หลักสูตรสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

                หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2551   มุ่งเน้นการนำความรู้ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปใช้ใน  การแก้ปัญหา การดำเนินชีวิต  และศึกษาต่อ การมีเหตุมีผล   มีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ พัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์  กำหนดสาระการเรียนรู้ที่เป็นสาระหลักที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคน  ประกอบด้วย เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ในการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนควรบูรณาการสาระต่างๆ เข้าด้วยกัน เท่าที่จะเป็นไปได้

 

 

1.3 แนวคิดและหลักการสอนคณิตศาสตร์

การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542     ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาโดยเน้นความสำคัญทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะ/ กระบวนการ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์

                ในการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  ผู้สอนควรคำนึงถึงความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน  และความแตกต่างของผู้เรียน การจัดสาระการเรียนรู้จึงควรจัดให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ  รูปแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมีหลากหลาย             ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันทั้งชั้น เรียนเป็นกลุ่มย่อย เรียนเป็นรายบุคคล สถานที่ที่จัดก็ควรมีทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน บริเวณสถานศึกษา มีการจัดให้ผู้เรียนได้ไปศึกษาในแหล่งวิทยาการต่างๆ ที่อยู่ในชุมชน หรือในท้องถิ่น จัดให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและความเหมาะสมของผู้เรียน ในการจัดกิจกรรมการเรียนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตนเอง ได้ลงมือปฏิบัติจริง ผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น  รู้จักบูรณาการความรู้ต่างๆ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ รวมถึงการปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยม  และลักษณะอันพึงประสงค์ ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักประเมินผลงานและปรับปรุงงาน  ตลอดจนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

                การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ครูจะต้องมีความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการสอนและมีแนวการสอน เพื่อจะเป็นสิ่งที่นำไปสู่จุดหมายในการสอน ได้เสนอหลักการสอนคณิตศาสตร์ไว้ดังนี้

               1. สอนจากเรื่องง่ายไปสู่เรื่องยาก
            2. เปลี่ยนจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมในเรื่องที่สามารถใช้สื่อการเรียนการสอนรูปธรรมประกอบได้
                             3. สอนให้สัมพันธ์ความคิดเมื่อครูจะทบทวนเรื่องใดก็ควรทบทวนให้หมด การรวบรวม
เรื่องที่เหมือนกันเข้าเป็นหมวดหมู่จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจและจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น
              4. เปลี่ยนวิธีการสอนไม่ซ้ำซากเบื่อหน่าย ผู้สอนควรจะสอนให้สนุกสนานและน่าสนใจ
              5. ใช้ความสนใจของนักเรียนเป็นจุดเริ่มต้นเป็นแรงดลใจที่จะเรียน ด้วยเหตุนี้ในการสอน
จึงนำไปสู่บทเรียนเร้าใจเสียก่อน
            6. สอนให้ผ่านประสาทสัมผัส ผู้สอนอย่าพูดเฉย ๆ โดยไม่ให้เห็นตัวอักษร ไม่เขียน
กระดานดำเพราะการพูดลอย ๆ ไม่เหมาะกับวิชาคณิตศาสตร์
               7. ควรจะคำนึงถึงประสบการณ์เดิมและทักษะเดิมที่นักเรียนมีอยู่ กิจกรรมใหม่ควร
จะต่อเนื่องกับกิจกรรมเดิม
               8. เรื่องที่สัมพันธ์กันก็ควรจะสอนไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้นักเรียนเห็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันหรือข้อแตกต่างกัน และเป็นการประหยัดเวลาในการเรียนการสอน
            9. ให้นักเรียนเห็นโครงสร้างไม่ใช่เห็นแต่เนื้อหา
              10. ไม่ควรเป็นเรื่องยากเกินไป ผู้สอนบางคนชอบให้โจทย์มาก ๆ เกินหลักสูตร อาจจะ
ทำให้นักเรียนที่เรียนอ่อนท้อถอย การสอนต้องคำนึงหลักสูตรและเนื้อหาที่เพิ่มเติมให้เหมาะสม
              11. สอนให้นักเรียนสามารถสรุปความคิดรวบยอดได้
              12. ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ทำได้
                13. ผู้สอนควรจะมีอารมณ์ขันเพื่อช่วยให้บรรยากาศในห้องเรียนน่าเรียนยิ่งขึ้น
                14. ผู้สอนควรจะมีความกระตือรือร้นหรือตื่นตัวอยู่เสมอ
                15. ผู้สอนควรหมั่นแสวงหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อจะนำสิ่งที่แปลกและใหม่มาถ่ายทอดให้
นักเรียน
                นอกจากนี้ ยุพิน พิพิธกุล (2535 , หน้า 48-50) ได้เสนอแนวการสอนและหลักการสอนคณิตศาสตร์ไว้อีกดังนี้

                1. สอนให้นักเรียนคิดเองและค้นพบด้วยตนเอง  ครูเป็นเพียงผู้แนะนำไม่ใช่ผู้บอก

                2. สอนให้ยึดโครงสร้าง มีระบบมีระเบียบ ควรจะใช้วิธีสอนหลายๆอย่าง สามารถยืดหยุ่นได้ตามเนื้อหา

                3.ควรสอดแทรกจริยธรรม ฝึกความมีระเบียบ ความเป็นเหตุเป็นผล ในระหว่างการเรียนการสอน

                สุวร  กาญจนมยูร (2533, หน้า 10) กล่าวว่า บุคคลที่สำคัญมากที่สุดก็คือ ครูผู้สอน ครูผู้สอนจะต้องศึกษาค้นคว้าเนื้อหาสาระที่สอนทั้งหมด แล้วพิจารณาว่าเนื้อหาแค่ไหนที่เป็นพื้นฐานและครูควรสอนเฉพาะเนื้อหาสาระที่เป็นพื้นฐานเท่านั้น เนื้อหาต่อไปควรให้ผู้เรียนคิดเองโดยอาศัยความรู้พื้นฐานที่มีอยู่ไปพัฒนาความคิดได้เอง โดยครูไม่ต้องสอนซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นและต้องมีการวัดผลประเมินผลทางการเรียนของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อจะได้สอนซ่อมเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนเต็มความสามารถของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนจะมีความแตกต่างๆกัน

                อัมพร  ม้าคะนอง  (2546 , หน้า 8 ) กล่าวถึงหลักการสอนคณิตศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

                1. สอนให้นักเรียนเกิดมโนทัศน์ หรือได้ความรู้ทางคณิตศาสตร์จากการคิดและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับผู้อื่น ใช้ความคิดและคำถามที่นักเรียนสงสัยเป็นประเด็นในการอภิปรายเพื่อให้ได้แนวคิดที่หลากหลายและนำไปสู่ข้อสรุป

                2.สอนให้ผู้เรียนเห็นโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ ความสัมพันธ์และความต่อเนื่องของเนื้อหาคณิตศาสตร์

                3.สอนโดยคำนึงว่าจะให้นักเรียนเรียนอะไร (What) และเรียนอย่างไร (How)นั่นคือต้องคำนึงถึงเนื้อหาวิชาและกระบวนการเรียน

                4.  สอนโดยการใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมอธิบายนามธรรม หรือการทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆเป็นนามธรรมที่ง่ายขึ้นหรือพอที่จะจินตนาการได้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์บางอย่างไม่สามารถหาสื่อมาอธิบายได้

                5. จัดกิจกรรมการสอนโดยคำนึงถึงประสบการณ์และความรู้พื้นฐานของผู้เรียน

                6. สอนโดยใช้การฝึกหัด ให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ทั้งการฝึกรายบุคคล ฝึกเป็นกลุ่ม การฝึกทักษะย่อยทางคณิตศาสตร์และการฝึกทักษะรวม เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น

                7. สอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหา  สามารถให้เหตุผลเชื่อมโยง  สื่อสารและคิดอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนเกิดความอยากรู้  อยากเห็น และนำไปคิดต่อ

                8. สอนให้นักเรียนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคณิตศาสตร์ในห้องเรียนกับคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

                9. ผู้สอนควรศึกษาธรรมชาติและศักยภาพของผู้เรียน  เพื่อจะได้จัดกิจกรรมการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียน

                10. สอนให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ รู้สึกว่าวิชาคณิตศาสตร์ไม่ยากและมีความสนุกสนานในการทำกิจกรรม

                11. สังเกตและประเมินการเรียนรู้และความเข้าใจของผู้เรียนขณะเรียนในห้องโดยใช้คำถามสั้นๆ หรือการพูดคุยปกติ

                จากแนวคิดและหลักการสอนคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนควรจะคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ และผู้สอนควรคำนึงถึงความสนใจ ความถนัดของผู้เรียนและความแตกต่างของผู้เรียน รูปแบบของการจัดการเรียนการสอนควรมีหลากหลายและการเรียนการสอนนั้นควรเน้นกระบวนการคิดและการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและเกิดความคิดรวบยอดในการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียน ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ผู้สอนจะต้องพัฒนากระบวนการเรียนการสอน และเทคนิคการสอนในเนื้อหาโดยตรง

1.4   การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคคลในด้านการสื่อสาร การสืบเสาะ

และการเลือกสรรสารสนเทศ  การตั้งข้อสันนิษฐาน การให้เหตุผล การเลือกใช้ยุทธวิธีต่างๆในการแก้ปัญหา นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนพื้นฐานในการพัฒนาวิชาการอื่นๆ

                การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  เพื่อจะทำให้บรรลุจุดประสงค์ของหลักสูตรได้นั้นครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดกระบวนการเรียนการสอน  ถึงแม้ว่านักเรียนจะเรียนจนครบเนื้อหาในหลักสูตร  แต่ถ้ากระบวนการเรียนการสอนของครูไม่สนองต่อหลักสูตรก็จะได้รับความรู้แต่ด้านเนื้อหา  ซึ่งเป็นเพียงจุดประสงค์หนึ่งของหลักสูตรเท่านั้น  ดังนั้น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการศึกษา (2535, หน้า 2-3) ได้กำหนดแนวการจัดการเรียนการสอนไว้ดังนี้

                1. มีความรู้ความเข้าใจคณิตศาสตร์พื้นฐานและมีทักษะการคิดคำนวณ  โดยครูจะต้องจัดกิจกรรมโดยใช้ของจริง  รูปภาพ  และสัญลักษณ์ตามลำดับ

                2. รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและแสดงความคิดออกมาอย่างมีระเบียบ  ชัดเจนและรัดกุม  โดยใช้กิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดหาเหตุผล  โดยใช้คำถาม  การให้อธิบายเหตุผล การยกตัวอย่าง  การให้นักเรียนสรุปกฎเกณฑ์ด้วยตนเอง  เป็นต้น

                3. รู้คุณค่าของคณิตศาสตร์  และมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์โดยใช้กิจกรรมที่สามารถเชื่อมโยงการใช้ความรู้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้ปฏิบัติจริงหรือการนำเอาเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมาเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม  ซึ่งจะส่งผลให้รู้คุณค่าของวิชาคณิตศาสตร์

                4. สามารถนำประสบการณ์ทางด้านความรู้  ความคิดและทักษะที่ได้จากการเรียนคณิตศาสตร์ไปใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

                จากการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนควรจะจัดการเรียนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  โดยคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆที่จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้  ความเข้าใจในวิชาคณิตศาสตร์

1.1  การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หลักวิธีการ ทฤษฎีและหลักการเรียนรู้คณิตศาสตร์

1.2  แนวคิดของการสอนเรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม (ดูจากคู่มือ จุดประสงค์ วิธีการสอน การใช้สื่อการสอน)

2.  การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

3.   แนวคิดของการสอนเรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม

                4.  งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                                1)  งานวิจัยที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                                2)  งานวิจัยที่เกี่ยวกับการบวกลบจำนวนเต็ม

กรอบแนวคิดในการวิจัย

 

การใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

 

 

ทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม

มีการดำเนินงานในการวิจัย ดังนี้

 
 

 

 

 

 

 

วิธีดำเนินงานวิจัย

1.  กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

                ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   จำนวนนักเรียน 20  คน   ชาย 15  คน หญิง  5   คน ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2556    โดยผู้วิจัยเห็นว่าผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์นักเรียนและเป็นการเลือกแบบเจาะจง        

2.  การสร้างเครื่องมือในการวิจัย

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ

     1)  แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556

                แผนการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยมีขั้นตอนดังนี้

                1.1   ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 เรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม  ศึกษามาตรฐานและตัวชี้วัด

                1.2  ออกแบบบทเรียนเรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม

                1.3  ลงมือทำแผนการจัดการเรียนรู้ 

                                                แผนที่ 1 เรื่อง จำนวนตรงข้าม

                                แผนที่ 2 เรื่อง ค่าสัมบูรณ์ของจำนวนเต็ม

                                แผนที่ 3 เรื่อง การบวกจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มบวกและการบวกจำนวนเต็มลบด้วย     

                                         จำนวนเต็มลบ

                                             แผนที่ 4 เรื่อง การบวกจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มลบและการบวกจำนวนเต็มลบด้วย

                                         จำนวนเต็มบวก

                                                แผนที่ 5 เรื่อง การลบจำนวนเต็ม

                                                แผนที่ 6 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนเต็ม

                1.4  ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้   ให้ผู้อำนวยการโรงเรียน  และให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้

                1.5  ผู้วิจัยนำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญอาจารย์ทรงชัย จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเพื่อนครู ไปปรับปรุงแก้ไข

                1.6  เตรียมสื่อใบงานต่างๆ อุปกรณ์ ตามแผนการจัดการเรียนรู้

     2)                     แบบทดสอบวัดทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม                

                ผู้วิจัยมีขั้นตอนดังนี้

                2.1  สร้างวิเคราะห์ข้อสอบ เรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม

                2.2  นำตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้ดูเพื่อของข้อคิดเห็น

                2.3  ปรับปรุงตารางให้เหมาะสม

                2.4  ออกข้อสอบแบบ อัตนัยจำนวน 20 ข้อ  คะแนนเต็ม 20 คะแนน พร้อมทั้งเฉลยคำตอบ

                2.5  นำแบบทดสอบและเฉลยคำตอบ ให้เพื่อนครูตรวจเพื่อให้ข้อเสนอแนะ

                2.6  นำแบบทดสอบมาปรับปรุง

                2.7  เตรียมถ่ายเอกสารให้พอดีกับนักเรียน เพื่อใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

3. การเก็บรวบรวมข้อมูล

         1)  ผู้วิจัยได้ทดสอบก่อนเรียน วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 

         2)  ผู้วิจัยดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้จำนวน 6 คาบ หรือ 6 ชั่วโมง

โดยสอนวันที่  2 – 11 กรกฎาคม  2556

         3) หลังจากสอนเสร็จแล้ว ผู้วิจัยได้ทำแบบทดสอบวัดทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม จำนวน 20 ข้อ จำนวน 1 ชั่วโมง

4.  การวิเคราะห์ข้อมูล

         ผู้วิจัยมีการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

         1)  ข้อมูลเชิงปริมาณ

                ผู้วิจัยหาคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนแล้วนำคะแนนที่ได้ทั้งหมดหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต และผู้วิจัยหาผลต่างของค่าเฉลี่ยเลขคณิตก่อนเรียนและหลังเรียน

 

 

         2)  ข้อมูลเชิงคุณภาพ

                                ผู้วิจัยได้ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสังเกต บันทึกหลังการสอนได้จากตรวจชิ้นงาน ใบงาน แบบฝึกหัด

 

ผลการวิจัย

ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิจัยเพื่อตอบคำถามวิจัยที่ว่า        

1.  หลังจากที่นักเรียนเรียนเรื่อง การบวกลบจำนวนเต็ม โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แล้วทักษะการบวกลบจำนวนเต็มดีขึ้นหรือไม่อย่างไร

2.  ทักษะการบวกลบจำนนวนเต็มของนักเรียนหลังจากใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เรื่องการบวกลบจำนวนเต็ม ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่อย่างไร

 

ตารางที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน และหลังเรียน

เลขที่

ชื่อ – สกุล

คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ก่อนเรียน  (เต็ม 20 คะแนน)

คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

หลังเรียน (เต็ม 20 คะแนน)

ผลต่างก่อนและหลังเรียน

1

เด็กหญิงสุทธิดา   พุ่มวรรณะ

8

16

8

2

เด็กหญิงวีรยา  ธูปวิเชียร

9

18

9

3

เด็กชายเมคิน  สิงหชัย

10

19

9

4

เด็กชายวงศกร   มาเอี่ยม

9

19

10

5

เด็กชายณัฐพล   ศรีคร้าม

4

13

9

6

เด็กชายวรพล   มณีเขียวเล็ก

6

16

10

7

เด็กหญิงสุวิมล   ซอเฮง

5

17

12

8

เด็กชายสัณหวัช   วงษ์เล็ก

5

16

11

9

เด็กหญิงฐายินี   เสวะโก

3

12

9

10

เด็กชายจตุจักร   ใบพัด

7

17

10

11

เด็กชายชนะชัย   ทัพภูตา

4

17

13

12

เด็กชายณัฐวุฒิ   บุญเพ็ง

5

14

9

13

เด็กชายบุญฤทธิ์   แตงฉ่ำ

8

15

7

14

เด็กชายปิยพงศ์   จันทนะ

10

19

9

15

เด็กหญิงวิมลตรา   ไชยผาบ

5

16

11

16

เด็กชายศิริชัย   รุ่งเรืองดี

3

14

11

17

เด็กชายสุทัศน์   ทองสุข

9

19

10

18

เด็กชายอัทธพงศ์   สร้อยสน

7

17

10

19

เด็กชายอุดม   เผ่าสุขประเสริฐ

4

15

11

20

เด็กชายธนดล   ปั่นกา

10

19

9

รวม

131

328

197

ค่าเฉลี่ย  ()

6.55

16.40

9.85

ร้อยละ

32.75

82.00

49.25

จากตารางที่  1   พบว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน  เรื่อง  การบวกลบจำนวนเต็ม   ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย ()  เท่ากับ  6.55    คิดเป็นร้อยละ  32.75   นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดคือ  10  คะแนน  นักเรียนที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ  3  คะแนน  และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย ()  เท่ากับ  16.40  คิดเป็นร้อยละ  82.00   นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดคือ  19  คะแนน  นักเรียนที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือ  12  คะแนน  มีนักเรียนที่ทำได้เกิน 60 % จำนวน  20 คน  ก่อนเรียนมีคนผ่านเกณฑ์จำนวน  0  คน  ผลต่างจากก่อนเรียนและหลังเรียนจำนวน 20  คน ผลต่างน้อยสุด คือ 7 คะแนน ผลต่างมากที่สุด  คือ 13 คะแนน

                   และผลจากการสังเกตระหว่างพฤติกรรมการสอน ข้อมูลในการจัดการเรียนการสอนและบันทึกท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่าการใช้ฝาเป็นสื่อมีความน่าสนใจและเป็นรูปธรรม การใช้เส้นจำนวนแสดงให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง และใช้การเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้นทำให้การวิจัยมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการเรียนเรื่องการบวกลบจำนวนเต็มมากขึ้น

 

 

 

อภิปรายผลการวิจัย

                จากผลการวิจัยดังกล่าว ผู้วิจัยของอภิปรายผลการวิจัยดังนี้

1.  จากคะแนนการวัดทักษะการบวกลบจำนวนเต็ม ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เนื่องมาจาก

                1.1  ผู้วิจัยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                1.2  สื่อการจัดการเรียนการสอน  เช่นการใช้แผ่นสีชมพูแทนจำนวนบวก   แผ่นสีเหลืองแทนจำนวนลบ   แบบฝึกหัด แบบทดสอบ

                1.3  บทบาทของครู

                1.4  บทบาทนักเรียน

 

ข้อเสนอแนะ

                ผู้วิจัยของเสนอแนะผลการวิจัยเป็น 2 ประเด็น ดังนี้

                1.  เสนอแนะเพื่อนำเสนอการวิจัยนำไปใช้ให้นักเรียนคิด

                2.  เสนอแนะเพื่อทำการวิจัยครั้งต่อไป

                                    2.1 ครูผู้สอนสามารถศึกษาความรู้ในครั้งต่อไป เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหา การให้เหตุผล ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                                    2.2 ทักษะการนำเสนอการวางแผนร่วมกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
ส่งข่าวโดย : วัดบางน้ำผึ้งใน  เมื่อวันที่ : 22 สิงหาคม 2556 19.52 น. เปิดอ่าน: 3183 ครั้ง ไอพี:: 58.11.237.74 [ปิดหน้าต่าง]
Comments with Facebook
5 ข่าวล่าสุดในหมวดเดียวกัน
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 [31 ตุลาคม 2557 15.20 น.][อ่าน 6 ครั้ง]
การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 [31 ตุลาคม 2557 10.29 น.][อ่าน 12 ครั้ง]
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ [31 ตุลาคม 2557 10.02 น.][อ่าน 33 ครั้ง]
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหารทศนิยม ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึก [26 ตุลาคม 2557 12.59 น.][อ่าน 11 ครั้ง]
บทคัดย่อ นางธิดารัตน์ หมีนปาน [22 ตุลาคม 2557 17.34 น.][อ่าน 3 ครั้ง]
เครือข่ายประชาสัมพันธ์@พัฒนาโดย sumphan@nongkhai2.moe.go.th